Author: adminseotwo

พระเจ้าแทโจ

  พระเจ้าแทโจแห่งโครยอปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์โครยอ ที่ปกครองคาบสมุทรเกาหลี มีเดิมพระนามว่า วังกอน ประสูติในตระกูลพ่อค้าในเมืองซองโดที่ร่ำรวยจากการค้ากับจีนและเข้ารับราชการเป็นผู้นำทหารในอาณาจักรฮูโกกูรยอ โกกูรยอใหม่ ขององค์ชายคุงฮเย จนได้รับความไว้วางใจจากคุงเยจนได้รับแต่งตั้งเป็นอัครเสนาบดี ในค.ศ. 918 บรรดาผู้นำทหารแห่งแคว้นแทบง เปลี่ยนชื่อมาจากฮูโกกูรยอ ทำการยึดอำนาจจากคุง เย และตั้งวังกอน เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นจุดเริ่มต้นของการปกครองของราชวงศ์โครยอวังกอนประสูติเมื่อ ค.ศ. 877 ที่เมืองซองโด ตระกูลของวังกอนนั้นมีอิทธิพลทางการค้ามหาศาลควบคุมการค้ากับจีนและชิลลาและคุมเส้นทางการค้าบริเวณตอนกลางของคาบสมุทรเกาหลี ตำนานกล่าวว่าบรรพบุรุษของวังกอนอาศัยอยู่ในดินแดน โคกูรยอ มาก่อน ดังนั้นวังกอนจึงเป็นชาวโคกูรยอ

อาณาจักรชิลลาภายใต้การปกครองของราชินีจินซองอ่อนแอบรรดาขุนนางท้องถิ่นที่มีอำนาจพากันตั้งตนเป็นอิสระ และรบพุ่งกันเองจนเหลืออยู่สองฐานอำนาจใหญ่ คือ องค์ชายคุงเย ทางตอนเหนือ และคยอนฮวอนทางตอนใต้ ในค.ศ. 895 คุงเยนำทัพเข้าบุกยึดเมืองซองโดของชิลลา ชาวเมืองซองโดจึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของคุงเย ซึ่งประกาศปราบดาภิเษกตนเองเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรโกกูรยอใหม่วังกอนรับใช้คุงเยเป็นแม่ทัพคุมทัพเรือด้วยประสบการณ์การเดินเรือสมัยเป็นพ่อค้าทำให้วังกอนประสบความสำเร็จและได้รับความไว้วางใจจากคุงเยอย่างมากถึงขนาดเรียกวังกอนว่าเป็นน้อง

ในค.ศ. 915 คุงเยเปลี่ยนชื่ออาณาจักรเป็นแทบง และแต่งตั้งให้วังกอนเป็นอัครเสนาบดี แต่คุงฮเยเหลิงอำนาจ อ้างว่าตนเป็น มีนึก พระศรีอาริยเมตตรัย ปกครองอย่างเผด็จการ ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยในการจัดพิธีบูชาตัวเอง ในค.ศ. 918 บรรดาผู้นำทหารของแทบงจึงกระทำการยึดอำนาจและสังหารคุงเย และเชิญวังกอนขึ้นครองราชสมบัติวังกอนเปลี่ยนชื่ออาณาจักรใหม่เป็น โครยอ มาจาก โกคูรยอ เพื่ออ้างถึงการสืบทอดจากอาณาจักรโบราณที่ยิ่งใหญ่ พระเจ้าแทโจทรงสถาปนาเมืองซองโดขึ้นเป็นเมืองหลวง ในค.ศ. 926 อาณาจักรบัลแฮของชาวเกาหลีถูกพวกคิตันบุกทำลาย ชาวเกาหลีจำนวนมากจึงอพยพลงมาโครยอนำโดยแทควางฮย็อนรัชทายาทแห่งพาลแฮ พระเจ้าแทโจก็ต้อนรับเลี้ยงดูชาวพาลแฮอย่างดีในฐานะที่มีบรรพบุรุษเป็นชาวโคกูรยอเหมือนกันในค.ศ. 935 พระเจ้าคยองซุนนำขุนนางชิลลามาสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าแทโจ สิ้นสุด 900กว่าปีอาณาจักรชิลลา ในค.ศ. 936 พระเจ้าแทโจยกทัพบุกฮูแบกเจ เอาชนะชินกอมแล้วบุกยึดฮูแบกเจ รวมคาบสมุทรเกาหลีเป็นหนึ่งได้อีกครั้ง

พระเจ้าคยองซุน

  พระเจ้าคยองซุนแห่งซิลลาทรงเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรซิลลา หนึ่งใน สามก๊กแห่งเกาหลี ทรงเป็นกษัตริย์ลำดับที่ 56 และทรงเป็นกษัตริย์พระองค์สุดท้าย แห่งอาณาจักรซิลลาพระเจ้าคยองซุนเป็นทายาทรุ่นที่ 6 ของพระเจ้ามุนซองพระองค์เป็นโอรสขององค์ชายฮโยจองกับองค์หญิงคเยอา ซึ่งองค์หญิงคเยอาเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าฮอนคัง พระองค์มีพระชายาคือพระมเหสีจอกบังพระราชโอรสองค์โตคือ องค์ชายมาอึย รัชทายาทแห่งอาณาจักรซิลลาและพระราชโอรสองค์รองคือ องค์ชายบอมคงพระเจ้าคยองซุนขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรซิลลาได้เนื่องจากได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้าคยอน ฮวอนแห่งอาณาจักรฮูแพกเจ หลังจากที่กองทัพของฮูแพกเจเข้ายึดครองเมืองคยองจูและอาณาจักรซิลลาในปี ค.ศ. 927 นั้นอาณาจักรซิลลาจึงอยู่ในฐานะเมืองขึ้นของอาณาจักรฮูแพกเจ และในปี ค.ศ. 935 พระเจ้าคยอน ฮวอนแห่งอาณาจักรฮูแพกเจสิ้นพระชนม์ทำให้พระเจ้าแทโจแห่งโครยอนำทัพเข้ายึดครองอาณาจักรซิลลาต่อจากอาณาจักรฮูแพกเจ และตั้งเปลี่ยนชื่ออาณาจักรจากอาณาจักรแทบงเป็นอาณาจักรโครยอ และพระเจ้าคยองซุนได้สละราชบัลลังก์รวมเข้ากับอาณาจักรโครยอ โดยพระเจ้าคยองซุนได้อภิเษกกับองค์หญิงนักรังพระราชธิดาของพระเจ้าแทโจแห่งโครยอหลังจากพระองค์สละราชบัลลังก์ลงพระเจ้าแทโจแห่งโครยอได้รวมอาณาจักรซิลลา อาณาจักรอาณาจักรฮูแพกเจ และอาณาจักรโครยอเข้าเป็นอาณาจักรเดียว พระเจ้าคยองซุนทรงใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ที่พระราชวังเล็กๆนอกเมืองแคซอง ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรโครยอกับพระชายาทั้งสองพระองค์คือพระมเหสีจอกบังและองค์หญิงนักรังอย่างมีความสุขและในปี ค.ศ. 978 พระเจ้าคยองซุนเสด็จสวรรคตในพระราชวังของพระองค์อย่างสงบ และนำมาซึ่งความโศกเศร้าของเหล่าประชาชนโครยอเชื้อสายซิลลาเป็นอย่างมาก พระศพของพระองค์ได้ถูกฝังที่ จางทัน-มยอน เมืองยอนชอน จังหวัดคยองกิ ประเทศเกาหลีใต้ในปัจจุบันตามบันทึกซัมกุก ซากิ องค์ชายมาอึย พระราชโอรสของพระเจ้าคยองซุน องค์รัชทายาทองค์สุดท้ายแห่งอาณาจักรซิลลา คัดค้านการรวมอาณาจักรของพระเจ้าคยองซุน พระองค์จึงได้ออกบวชเป็นฤๅษีที่ภูเขาคอมคังแต่ตามเนื้อเรื่องละครซีรี่ย์เชื้อพระวงศ์ซิลลาได้พาชาวซิลลาไปใช้ชีวิตให้ป่าเพื่อฝึกกำลังทหารรอโอกาสที่จะมาทวงอำนาจที่เป็นของตนเองคืนแต่เวลาผ่านไปบ้านเมืองสงบสุขถึงไม่มีโอกาสชาวบ้านที่อพยพไปด้วยก็เริ่มเบื่อการฝึกจึงพากันเป็นแค่ชาวป่าชาวเขากันปกติจนกองทัพอาณาจักรเหลียวยกทัพมาทำสงครามกับโครยอหลายครั้งจนชนเผ่าของซิลลาสามารถรวมกำลังได้อีกครับแต่ก็ถูกทางโครยอกวาดล้างได้อีกครั้ง

พระเจ้ากึนโชโก

  พระเจ้ากึนโชโก กษัตริย์องค์ที่ 13แห่งอาณาจักรแพกเจหนึ่งในสามก๊กแห่งเกาหลี ทรงเป็นกษัตริย์ที่แข็งแกร่งของอาณาจักรแพกเจพระเจ้ากึนโชโก เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่สองของพระเจ้าบีรยู และหลังจากพระเจ้ากเยสิ้นพระชนม์โดยที่ไม่มีพระราชโอรสสืบต่อบัลลังก์ องค์ชายกึนโชโกจึงขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้ากึนโชโก พระองค์เป็นองค์ชายที่สืบเชื้อสายจากพระเจ้าโชโกเมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์ทรงลดอำนาจของเหล่าชนชั้นสูงลง เนื่องจากชนชั้นสูงมีอำนาจมากมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าบีรยู และทรงตั้งระบบปกครองท้องถิ่นขึ้นตามหัวเมืองต่างๆทรงก่อตั้งศาลขึ้น พระองค์ทรงอภิเสกพระมเหสีที่มาจากตระกูลจิน พระองค์ทรงย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองฮันซาน ปัจจุบัน คือโซลในรัชสมัยพระเจ้ากึนโชโก ค.ศ. 366 อาณาจักรแพกเจมีอำนาจครอบคลุมทั้งหมดทางด้านตะวันตกของคาบสมุทรเกาหลี ส่วนด้านตะวันออกเป็นของอาณาจักรซิลลา ด้านทิศเหนือเป็นของอาณาจักรนังนังและอาณาจักรโกคูรยอ

พระเจ้ากึนโชโกทรงรับวัฒนธรรมต่างๆมาจากจีน ในสมัยราชวงศ์จินปกครองประเทศจีน ใน ค.ศ. 372 ราชวงศ์จินส่งทูตมายังอาณาจักรแพกเจและพระเจ้ากึนโชโกก็ส่งทูตไปที่อาณาจักรจินด้วย พระเจ้ากึนโชโกทรงสร้างความสัมพันธ์กับอาณาจักรนังนังด้วย ทำให้สมัยของพระองค์เข็มแข็งมาก

ในสมัยพระเจ้ากึนโชโกอาณาจักรแพกเจเปิดทำการค้ากับประเทศจีนและประเทศญี่ปุ่น เรียกว่าการค้าสามเหลี่ยมมีศูนย์กลางอยู่ที่อาณาจักรแพกเจ ที่ครั้งแรกการค้าอยู่ในการควบคุมของพระจักรพรรดิอาณาจักรจิน แต่หลังจากอาณาจักรจินไม่สามารถควบคุมอาณาจักรนังนัง เผ่าซ่งนู๋ และเผ่าเสี้ยนเป่ย ทำให้การค้าส่วนใหญ่ควบคุมโดยอาณาจักรแพกเจ การค้ากับอาณาจักรทางเหนือต้องใช้เกวียนเป็นพาหนะเนื่องจากเรือไม่เหมาะสม อาณาจักรแพกเจจัดตั้งศูนย์การค้าขึ้นที่อาณาจักรนังนังแพกเจส่งทูตไปที่เกาะคิวชูของญี่ปุ่นด้วย ซึ่งได้กลายมาเป็นศูนย์กลางการค้าในเอเชียตะวันออก

อาณาจักรแพกเจได้ส่งทูตไปเผยแพร่วัฒนธรรมของอาณาจักรแพกเจไปยังญี่ปุ่นในยุคยามาโตด้วย ปัจจุบันมีหลักฐานอยู่ที่ญี่ปุ่นด้วยคือดาบเจ็ดเขี้ยวของอาณาจักรแพกเจ ที่พระเจ้ากึนโชโกมอบให้กับผู้ว่ายามาโต พระเจ้ากึนโชโกได้ส่งทูตไปยังญี่ปุ่นอีกเพื่อเผยแพร่พุทธศาสนา ลัทธิขงจื๊อและอักษรจีนด้วยใน ค.ศ. 369 อาณาจักรแพกเจได้ขยายอำนาจขึ้นไปทางเหนือโดยร่วมมือกับอาณาจักรนังนังทำสงครามกับอาณาจักรโกคูรยอ อาณาจักรแพกเจได้ส่งทหารจำนวน 30,000 นายไปยังอาณาจักรโกคูรยอ นำทัพโดยองค์ชายรัชทายาทกึนกูซูสามารถยึดป้อมปราการของเมืองเปียงยางและสังหารพระเจ้าโกกุกวอนของอาณาจักรโกคูรยอด้วย

เมื่ออาณาจักรแพกเจมีอำนาจมากกว่าอาณาจักรโกคูรยอแล้วทำให้อาณาจักรแพกเจมีอำนาจมากที่สุดในคาบสมุทรเกาหลีและในทะเลเหลืองด้วย อาณาจักรแพกเจสามารถยึดครองเมืองคยองกิ ชุงชอง จอลลาคังวอน และควางแฮของอาณาจักรโกคูรยอทำให้อาณาจักรแพกเจมีอาณาเขตจรดแม่น้ำยาลูทางทิศเหนือ

จักรพรรดิทงมย็องซ็อง

   จักรพรรดิทงมย็องซ็องปฐมจักรพรรดิแห่งอาณาจักรโคกูรยอ ประสูติเมื่อ 59 ปีก่อนคริสต์ศักราช ตรงกับปี พ.ศ. 483 มีพระนามเดิมว่า จูมง โดยทรงเป็นบุตรของแฮโมซู และพระนางยูฮวา ต่อมาเมื่อบิดาเสียชีวิตระหว่างการรบพระเจ้ากึมวากษัตริย์แห่งอาณาจักรพูยอได้รับพระนางยูฮวาเป็นพระสนม และรับจูมงเป็นพระราชโอรสบุญธรรมในประวัติศาสตร์ไม่ทราบแน่ชัดว่าผู้ใดเป็นพ่อของพระเจ้าทงมย็องซ็อง บางตำราบอกว่าพระองค์เป็นลูกของแฮโมซูและยูฮวา โดยแฮโมซูนั้นเป็นบุตรชายแห่งสวรรค์ ส่วนยูฮวาเป็นธิดาของฮาบก เทพเจ้าแห่งน้ำ ตำราบอกว่าแฮมโมซูได้แอบดูยูฮวาที่แม่น้ำขณะที่นางกำลังอาบน้ำอยู่ ทั้งสองได้ตกหลุมรักกัน แต่เทพฮาบกพ่อของยูฮวาไม่ชอบแฮโมซู ต่อมาได้กลับคืนสู่สวรรค์ ส่วนยูฮวาเทพฮาบกพ่อของนางได้ขับไล่นางไปยังที่อื่น นางได้พบกับพระเจ้ากึมวาแห่งพูยอตะวันออก ซึ่งต่อมาเขาได้รับนางเป็นสนมของตัวเองต่อมายูฮวาท้องโดยได้รับแสงไฟจากดวงอาทิตย์และคลอดลูกออกมาเป็นไข่ กษัตริย์กึมวาได้พยายามทำลายไข่ใบนี้ อีกทั้งยังพยายามนำไข่ไปทิ้งในป่าเพื่อเป็นอาหารของสัตว์แต่ก็ไม่สำเร็จกษัตริย์กึมวาจึงคืนไข่ให้สนมยูฮวา ต่อมาเปลือกไข่ได้ฟักออกมาเป็นเด็กผู้ชาย พระสนมยูฮวาจึงได้ขนานนามเด็กคนนี้ว่า จูมง ซึ่งในภาษาพูยอโบราณแปลว่า นักแม่นธนูในปีที่ 37 ก่อนคริตกาลจูมงสถาปนาจักรวรรดิโกคุรยอขึ้นและดำรงตำแหน่งกษัตริย์องค์แรก ในปีเดียวกันนั้นเอง กษัตริย์ซงยางแห่งพีรยูได้สวามิภักดิ์ต่อโคกูรยอ หลังจากกษัตริย์ดงมยองซองส่งทหารไปช่วยพีรยูปราบเผ่ามัลกัลที่มารุกรานพีรยูในปีที่ 34 ก่อนคริตกาล การก่อสร้างเมืองโชลบน เมืองหลวงแห่งแรกของโกคุรยอพร้อมด้วยพระราชวังหลวงแล้วเสร็จ 4 ปีต่อมาในปีที่ 28 ก่อนคริตกาล พระเจ้าดงมยองซองส่งนายพลบูวียอมไปปราบแคว้นอกจอ ในปีเดียวกันนั้นเอง พระมารดาของพระองค์ พระนางยูฮวาสิ้นพระชนม์ลงในพระราชวังที่พูยอ พระเจ้ากึมจัดงานพระศพของพระนางเทียบเท่าพระมเหสีถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงนางสนมก็ตามพระเจ้าดงเมียงซองส่งคณะทูตและของขวัญมากมายไปให้พระเจ้ากึมวาในความรู้สึกสำนึกบุญคุณที่ทรงเลี้ยงดูพระองค์มา ในปีที่ 19 ก่อนคริตกาลพระนางเยโซยา ชายาของพระองค์ได้หนีออกจากพูยอพร้อมด้วยพระโอรสคือ องค์ชายยูริเข้ามายังโกคุรยอพระมเหสียีโซยาและองค์ชายยูริ ได้กลับมาจากการเป็นตัวประกันของอาณาจักรพูยอ ทำให้พระมเหสีโซซอโนคิดจะสร้างอาณาจักรใหม่ เพราะพระนางกลัวว่าโอรสของพระนางจะแย่งบัลลังก์กับองค์ชายยูริ พระมเหสีโซซอโนพร้อมด้วยพระโอรสทั้ง 2 พระองค์และผู้คนมากมายได้ออกจากโกคุรยอไปสร้างเมืองใหม่ทางตอนใต้ของโกคุรยอ บริเวณคาบสมุทรเกาหลีในปัจจุบัน พระนางได้สร้างอาณาจักรแพกเจขึ้นมาต่อมาพระเจ้าดงเมียงซองได้สถาปนาองค์ชายยูริเป็นรัชทายาท ซึ่งต่อมาได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้ายูรินั่นเอง

พระเจ้าอนโจ

  พระเจ้าอนโจปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรแพ็กเจ หนึ่งในสามก๊กแห่งเกาหลี ทรงสร้างเมืองวิเรซองเป็นราชธานีของอาณาจักรแพกเจและทรงเป็นบรรพบุรุษของกษัตริย์ของราชวงศ์แพ็กเจทุกพระองค์พระเจ้าอนโจ มีพระนามเดิมว่า อนโจ เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กใน พระเจ้าดงเมียงยอง จูมง ผู้สถาปนา อาณาจักรโกคูรยอ 37 ปีก่อนค.ศ. – ค.ศ. 668 และพระนางซอนโนพระมเหสีพระองค์ที่สองของพระเจ้าดงเมียงยอง โดยมีพระเชษฐา 2 พระองค์ คือองค์ชายยูริหรือต่อมาก็ได้เป็นพระเจ้ายูริแห่งโกคุรยอและองค์ชายพีรู โดยองค์ชายยูริเป็นพระราชโอรสที่ประสูติแต่พระนางโซยา ประสูติที่อาณาจักรพูยอ ส่วนองค์ชายพีรูนั้นเป็นพระเชษฐาร่วมพระราชมารดาเดียวกันก่อนที่จะก่อตั้ง อาณาจักรแพ็กเจ นั้นพระนางซ็อนโนได้พาองค์ชายพีรูและองค์ชายอนโจอพยพลงใต้มาเนื่องจากพระนางโซยาได้กลับมาอาณาจักรโกคูรยอ พร้อมกับองค์ชายยูริ ซึ่งไปเป็นตัวประกันของอาณาจักรพูยอ เป็นเวลานานพระนางซอนโนเกรงว่าพระโอรสจะแยงบัลลังก์กันจึงได้ขอออกมาตั้งอาณาจักรใหม่คือ อาณาจักรแพ็กเจ ต่อมาเมื่อ พระเจ้าดงเมียงยอง สวรรคตเมื่อ 19 ปีก่อน ค.ศ. พ.ศ. 524 ขณะพระชนม์ได้เพียง 40 พรรษา องค์ชายยูริซึ่งเป็นองค์รัชทายาทจึงเสด็จขึ้นครองราชย์สืบต่อมาทรงพระนามว่า พระเจ้ายูริหลังจากอพยพลงมาทางใต้แล้วพระนางซ็อนโนและขุนนางข้าราชการพร้อมกับประชาชนจึงพร้อมใจกันเชิญองค์ชาย็อนโจขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์แรกแห่งอาณาจักรแพกเจ ทรงพระนามว่า พระเจ้าอนโจ 18 ปีก่อน ค.ศ. – ค.ศ. 28 ต่อมาทรงโปรดให้ย้ายราชธานีไปยังที่ตั้งของกรุง โซล ในปัจจุบันเนื่องจากมีพวก มัลกัล บรรพบุรุษของแมนจู อาศัยอยู่ทางเหนือและมีมณฑลนังนัง ซึ่งเป็นมณฑลหนึ่งที่เคยเป็นของอาณาจักรโชซ็อนโบราณ อาศัยอยู่ที่คาบสมุทรเกาหลี มานานกว่า 400 ปีอาศัยอยู่ทางตะวันออกจึงทรงย้ายราชธานีมาอยู่ทางตะวันตกที่เป็นโซล ในปัจจุบัน ในสมัยของพระองค์อาณาจักรแพ็กเจ มีอาณาเขตทิศเหนือติดอาณาจักรนังนัง ทิศตะวันตกติดอาณาจักรมาฮัน ทิศตะวันออกติดทะเลปั๋วไห่ ทิศใต้ทิศอาณาจักรกายา และอาณาจักรชิลลาพระเจ้าอนโจสวรรคตในปี ค.ศ. 28 พ.ศ. 571 หลังจากครองราชย์มาได้ 46 ปีสิทธิ์ในการสืบราชสมบัติจึงมาอยู่ที่พระราชโอรสองค์โตคือ องค์ชายดารู ซึ่งต่อมาทรงขึ้นครองราชย์สืบต่อมาทรงพระนามว่า พระเจ้าดารู พระเจ้าอนจอทรงสร้างและวางรากฐานความมั่นคงให้กับแพ็กเจซึ่งปกครองต่อมาอีก 679 ปีและ 31 รัชกาล

พระเจ้ามูยอล

   พระเจ้ามูยอล กษัตริย์ลำดับที่ 29 แห่งอาณาจักรซิลลา หนึ่งในสามก๊กแห่งเกาหลีมีพระนามเดิมว่า คิม ชุน ชู เป็นพระโอรสของ องค์หญิงชอนมยอง พระธิดาองค์ใหญ่ในพระเจ้าจินพยองพระราชาลำดับที่ 26 กับ คิม ยอง ซู พระโอรสในพระเจ้าจินจีพระราชาลำดับที่ 25 ทำให้องค์ชายคิมชุนชูเป็นองค์ชายที่เป็นกระดูกบริสุทธิ์หรือ ซองโกล (Seonggol) พระเจ้ามูยอลขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชินีจินด๊อกแห่งซิลลา และได้อภิเษกกับมุนมยอง น้องสาวของคิม ยูชิน ที่ต่อมาได้เป็นแม่ทัพแห่งอาณาจักรซิลลาเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยโอรสของพระองค์คือเจ้าชายคิมบย็อพมินรวบรวมทั้งสามก๊กก่อตั้งเป็นอาณาจักร และสถาปนาพระองค์เป็น พระเจ้ามุนมูพระเจ้ามูยอลทรงมีความต้องการที่จะรวม 3 แคว้นให้เป็นหนึ่งเดียวก่อนพระองค์จะครองราชย์ทรงได้กราบทูลองค์ราชินีจินด๊อกเพื่อไปยัง ราชวงศ์ถัง เพื่อผูกความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศซึ่งขณะนั้นชิลลาต้องเผชิญกับการสู้รบกับแพคเจพระองค์ทรงได้เข้าพบกับฮ่องเต้ถังไท่จงและได้ทำสัญญาเมื่อไรที่ชิลลาจะยกทัพไปยังแพคเจพระองค์จะส่งทหารจากถังไปช่วยชิลลาแต่ในขณะนั้นพระองค์ต้องเจอกับแรงกดดันจากเหล่าขุนนางแห่งชิลลาเนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการที่ต้องพึ่งราชวงศ์ถังในการทำสงครามทั้งนี้รวมถึงแม่ทัพคิมยูชินซึ่งทั้งคู่จึงมีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีในเวลานั้นอันผลจากในขณะนั้นพระองค์ยังเป็นเพียงแค่ขุนนางเท่านั้นทั้งยังเอาใจถังโดยการให้ราชสำนักชิลลาแต่งชุดขุนนางถังและที่สำคัญยังใช้ศักราชเป็นของถังทำให้เหล่าขุนนางคิดว่าคิมชุนชู (หรือพระเจ้ามูยอล) มีการทำสัญญาลับ ๆ เพื่อที่จะยกชิลลาให้ถังแต่ด้วยความที่องค์ราชินีจินด๊อกเชื่อใจพระองค์ จึงร่วมกันผลักดันนโยบายของคิมชุนชูจนในปี ค.ศ.654 คิมอัลชอน ขุนนางผู้ใหญ่ที่เป็นเชื้อพระวงศ์ได้จัดการประชุมผู้นำเหล่าจินกอตอนแรกนั้นข้าราชบริพารได้แนะนำให้คิมอัลชอนขึ้นครองราชย์ต่อแต่เนื่องด้วยอัลชอลได้ร่วมมือกับทาง โคกูรยอ เพื่อร่วมกันกำจัดถังและคิมชุนชูทำให้แม่ทัพใหญ่อย่างคิมยูชินได้โต้แย้งไม่ยอมรับการเป็นผู้สำเร็จราชการแต่ด้วยอัลชอนสำนึกผิดต่อเหตุการณ์จึงปฏิเสธไปทำให้คิมชุนชูได้ขึ้นครองราชย์ต่อและได้เปลี่ยนพระนามเป็น พระเจ้ามูยอล เมื่อคิมชุนชูขึ้นครองราชย์เป็นพรัเจ้ามูยอลได้ยกพระธิดาองค์ที่ 3 ของตนเองให้แต่งงานกับคิมยูชินที่อยู่ในวัย 59 ปีทั้งนี้เพื่อเป็นการสานสัมพันธไมตรีเนื่องจากขณะนั้นอำนาจทางการทหารส่วนมากอยู่ภายใต้อำนาจของคิมยูชินหลังจากพิชิตโกคูรยอลงได้ ราชวงศ์ถังกับซิลลาก็ขัดแย้งกันจนกลายเป็นสงคราม และแม้ว่ากองทัพซิลลาจะขับไล่ทหารจีนออกจากคาบสมุทรได้ ทว่าดินแดนเดิมของโกคูรยอส่วนที่อยู่เหนือคาบสมุทรเกาหลีก็ถูกผนวกเข้ากับจีน ส่วนซิลลาได้ครอบครองส่วนที่เป็นคาบสมุทรเกาหลีทั้งหมดและถือเป็นการปิดฉากยุคสามก๊กแห่งเกาหลี

พระเจ้ากวางแกโตมหาราช

  ในตอนที่พระเจ้าควางเกโทประสูติอาณาจักรโคคูรยอยังไม่มีอำนาจอย่างที่เคยเป็นมา ก่อนที่พระองค์จะประสูติพระเจ้าคึนโชโกแห่งแพกเจได้ยกทัพมายึดป้อมใหญ่สองป้อมของโคคูรยอในเปียงยางและยังทำการทารุณกรรมพระเจ้าโกกุกวอน พระเจ้าโซวอริมซึ่งสืบราชสมบัติต่อภายหลังจากพระเจ้าโกกุกวอนสิ้นพระชนม์ ในพศ.914 ทรงมีนโยบายโดดเดี่ยวตนเองในทางการเมืองระหว่างประเทศเพื่อที่จะสร้างอาณาจักรให้เข้มแข็งขึ้นมาใหม่หลังจากถุกแพกเจรุกราน พระเจ้าโกกุกยังซึ้งครองราชย์ต่อมากยังทรงดำเนินนโยบายเช่นเดียวกันเพื่อระดมกำลังฟื้นฟูอาณาจักรให้แข็งแกร่งอีกครั้ง พระเจ้าควางเกโทได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดาที่สิ้นพระชนม์ในปีพศ.934 ทันที่ที่ขึ้นครองราชย์ทรงให้ขนามพระนามพระองค์ว่าพระเจ้ายองนัก เป็นการยืนยันองค์เองว่าเสมอเทียมพระราชจาแห่งจีนและแพกเจ และต่อมาพระองค์ก็ได้ทรงฟื้นฟูกำลังพลหน่วยอาชาและกองทัพเรือขึ้นมา กำลังพลเหล่านี้ก้ได้ถูกนำมาร่วมรบในสงครามระหว่างแพกเจในปี พศ.935 ในปี พศ.935 พระเจ้าควางเกโททรงนำทัพหน่วยอาชา 50000 คนบุกแพกเจยึดได้ 10 เมืองตามแนวเขตชายแดน ทำให้คู่ต่อสู้-พระเจ้าอาชินแห้งแพกเจโกรธแค้นเป็นอันมากและเตรียมแผนการตอบโต้กลับแต่แผนการล้มเหลวดดยถูกโคคูรยอเอาชนะได้ในปี พศ.936 พระเจ้าอาชินเข้าตีโคคูรยออีกครั้งในปี พศ.937 แต่ก็พ่ายแพ้อีก หลังจากได้พ่ายแพ้มาดังกล่าวการเมืองภายในแพกเจก็เริ่มแตกแยก พระเจ้าอาชินไม่เป็นที่ยอมรับในการฐานะผู้นำประเทศ พระเจ้าอาชินพ่ายแพ้ต่แพกเจอีกครั้งใน พศ.938 ทำให้ต้องถอยร่นเข้าไปทางฝั่งแม่น้ำฮันและตั้งเมืองหลวงใหม่ในดินแดนซึ่งปัจจุบันคือทางตอนใต้ของกรุงโซลพระเจ้าควางเกโททรงสิ้นพระชนม์จากการประชวรในปี 956 พระชนมายุ 39 พรรษา โดยทรงครองราชย์เป็นเวลา 22 ปี ด้วยชัยชนะของจึงทำให้เป็นช่วงเวลาที่รุ่งเรื่องยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์เกาหลีสืบต่อมากว่า 200 ปี โดยไม่มียุคไหนอีกแล้วที่อาณาจักรจะกว้างใหญ่เท่านี้ ในปัจจุบัน พระเจ้าควางเกโททรงได้รับการยกย่องเป็น 1 ใน 2 มหาราชของเกาหลี อีกพระองค์หนึ่งคือพระเจ้าเซจงแห่งราชวงศ์โชซอนทรงเป็นพระราชาองค์ที่ 19 แห่งโคคูรยอ อาณาจักรใหญ่ที่สุดทางเหนือในยุคสามอาณาจักรของเกาหลี  บางครั้งพระนามได้ย่อเป็น โฮแทวัง หรือ แทวัง พระองค์ทรงให้เรียกรัชสมัยของพระองค์ว่า ยองนักสันติสุข และทรงขนามพระนามพระองค์เองว่า พระเจ้ายองนักผู้ยิ่งใหญ่ภายใต้การปกครองของพระองค์ อาณาจักรโคคูรยอได้กลับขึ้นมามีอำนาจอีกครั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออก สืบต่อเป็นเวลาราว 2 ศตวรรษหลังจากที่พระองค์ได้สิ้นพระชนม์ โคคูรยอได้ปกครองดินแดนระหว่างแม่น้ำเฮยหลงเจียงและแม่น้ำฮัน 2/3ของพื้นที่เกาหลีปัจจุบันดินแดนแมนจูเรีย พื้นที่ประเทศรัสเซียบริเวณที่ติดทะเลและมองโกเลียชั้นใน

พระราชินีโซซอโนและการสถาปนาอาณาจักรแพ็กเจ

  องค์พระราชินีโซชอโน หรือว่า พระนางโซซอโน พระนางนั้นทรงเป็นบุตรีของยอนทาบอล ผู้ปกครองเมืองโชบุน แห่งชนเผ่าเคลู พระนางนั้นทรงเป็นบุตรีคนเดียวของท่านยอนทาบอล และพระนางทรงเป็นพระมเหสีขององค์พระราชาจูมง หรือที่ได้รู้จักกันในนามว่า พระเจ้าดงเมียงซอง ผู้ซึ่งเป็นองค์ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรโกคูรยอ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามอาณาจักรในเวลาต่อมาพระนางนั้นทรงมีความสามารถในการสู้รบมาก เป็นไปตามธรรมเนียมของผู้หญิงในยุคที่แผ่นดินอดีตอาณาจักรโชซอนโบราณที่ล่มสลาย ที่จะต้องฝึกฝนการต่อสู้เอาไว้เพื่อที่จะได้ป้องกันตัวจากข้าศึกศัตรูที่มาจากต่างเผ่า เพราะว่ามีชนเผ่าที่ได้แตกแยกและได้กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป พระองค์ทรงมีพระสติปัญญาเลิศลํ้าเกินหญิง พระวาจาทรงพลังเปี่ยมอำนาจ และพระองค์นั้นก็ยังทรงมีความเข็มงวดเด็ดขาดและทรงคิดวางการณ์ไกลพระนางทรงได้มีบุตรชายกับพระราชาจูมงถึงสองพระองค์ ซึ่งนั่นก็คือองค์ชายพีรูและองค์ชายอนโจ ผู้ซึ่งเป็นองค์ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรแพ็กเจ ด้วยพระนางทรงตระหนักดีว่า แฮ ยูริ พระเจ้ายูริ กษัตริย์องค์ที่ 2 แห่งอาณาจักรโกคูรยอ ในช่วงเวลาต่อมา พระโอรสของพระนางยีโซยา พระมเหสีอีกองค์นั้นได้รับความไว้วางใจจากพระเจ้าจูมง ให้ทรงได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งรัชทายาท พระนางนั้นก็จึงทรงหวาดกลัวว่า ถ้าหากเกิดว่าศึกชิงบัลลังก์แห่งอาณาจักรโกคูรยอ ในช่วงที่อาณาจักรนั้นกำลังสร้างความเป็นปึกแผ่นนั้นย่อมจะไม่เป็นการดีแน่นอนพระนางก็เลยพาพระโอรสทั้งสอง รวมถึงเหล่าผู้คนที่จงรักภักดีต่อพระนาง เสด็จเดินทางลงใต้ไปตั้งเมืองใหม่ใกล้เขตชายแดนแคว้นมาฮัน 1 ใน 3 แคว้นอันเคยเป็นอดีตของอาณาจักรชินโชซอน ทรงได้ตั้งชื่ออาณาจักรว่า อาณาจักรซิบเจปักจี ทรงเลือกชัยภูมิอยู่ใกล้ๆกับที่เป็นกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ในปัจจุบัน เพื่อตั้งเมืองใหม่ชื่อ วิเรซอง ซึ่งต่อมาจะเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นซาบีซองเมืองซาบีในช่วงรัชสมัยของพระเจ้าซองวัง กษัตริย์องค์ที่ 26 แห่งอาณาจักรแพ็กเจแต่ว่าภายหลังที่พระนางได้ทรงเสด็จสิ้นพระชนม์ และองค์พระเชษฐาพีรูได้ทรงเสด็จสวรรคตไปซะก่อน องค์ชายอนโจทรงได้รวบรวมแผ่นดินและชนเผ่ารอบข้างให้เป็นหนึ่งได้สำเร็จด้วยความยากลำบาก พระองค์ก็ได้ทรงเปลี่ยนชื่ออาณาจักรจาก อาณาจักรซิบเจปักจีกลายมาเป็น อาณาจักรแพ็กเจองค์ชายอนโจก็ได้ทรงขึ้นครองราชย์เป็นปฐมกษัตริย์แห่งแพ็กเจ และก็ทรงได้ทำการสถาปนาพระนางโซซอโน พระราชมารดา ให้ทรงขึ้นเป็นพระพันปีหลวง พระแม่เจ้าแห่งอาณาจักรแพ็กเจ หลังจากการได้สิ้นพระชนม์ของพระนาง

คิมยูชิน

  คิมยูชิน เกิดเมื่อปี ค.ศ. 595เป็นลูกของคิมซอฮย็อน และ มานมยอง ปู่ทวดของเขาคือ คิมแฮ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งอาณาจักรคายา ส่วนมานมยองแม่ของเขาก็เป็นถึงลูกสาวของซุกฮึลจงน้องชายของกษัตริย์จินฮึง การที่มานมยอง ลูกสาวของ ซุกฮึลจง ซึ่งถือเป็นเชื้อสายกษัตริย์ของอาณาจักรชิลลามาแต่งงานกับคิมซอฮย็อนเลือดเนื้อเชื้อไขของกษัตริย์แห่งอาณาจักรคายา ภายหลังได้ก้าวขึ้นสู่ผู้มีอำนาจทางการทหารสูงสุดของอาณาจักรชิลลาและเป็นแม่ทัพผู้มีบทบาทสำคัญในการรวบรวมแผ่นดินเกาหลีของอาณาจักรชิลลาในรัชสมัย พระเจ้ามูยอล และ พระเจ้ามุนมูโดยคิมยูชินเป็นลูกของคิมซอฮย็อน และ มานมยอง คุณปู่ทวดของเขาคือ คิมแฮ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งอาณาจักรคายา ส่วนมานมยองแม่ของเขาก็เป็นถึงลูกสาวของซุกฮึลจงน้องชายของกษัตริย์จินฮึง การที่มานมยอง ลูกสาวของ ซุกฮึลจง ซึ่งถือเป็นเชื้อสายกษัตริย์ของอาณาจักรชิลลามาแต่งงานกับคิมซอฮย็อนเลือด เนื้อเชื้อไขของกษัตริย์แห่งอาณาจักรคายานั้น เป็นเรื่องไม่ง่ายนักที่จะได้รับอนุญาตจากเครือญาติของทั้งสองฝ่ายให้แต่งงานกัน และที่เมืองมานโนคุนนี่เองที่ทั้งคู่ได้ให้กำเนิดเมื่อเขาอายุได้ 15 ปี ก็ได้เข้ารับราชการตำแหน่งองครักษ์ ต่อมาได้ซิลลาได้ทำสงครามกับโกคุรยอฝ่ายซิลลาเสียทีพ่อของคิมยูชินซึ่งเป็นทัพใหญ่ก็ได้สั่งให้เขาไปโจมตีข้าศึกเขาก็ทำได้สำเร็จสามารถตัดหัวแม่ทัพฝ่ายตรงข้ามได้นับแต่นั้นมาคิมยูชินก็ได้มีอิทธิพลกับกองทัพมาโดยตลอดคิมยูชินคิมยูชินในวัย 73 ปี ซึ่งป่วยกระเสารกระแสะ พระเจ้ามุนมูก็ส่งหมอหลวงมารักษาเขา ทั้งยังออกรบด้วยตัวพระองค์เองแทนคิมยูชินอีกด้วย เนื่องจากตระหนักถึงความภักดีของคิมยูชินที่แม้ว่าจะป่วยอยู่ก็ยังห่วงการรบกับอาณาจักรโกคูรยอ ในเดือนกันยายนของปีนั้น อาณาจักรโกคูรยอล่มสลายลง แม้ว่าหลังจากนั้นคิมยูชินก็ได้รับการเลื่อนยศสูงขึ้น หากเป็นคนอื่นก็คงหลงใหลในอำนาจวาสนา แต่คิมยูชินเองนั้นเป็นผู้ที่จงรักภักดีกับพระเจ้ามุนมูและอาณาจักรชิลลาจงบจนวาระสุดท้ายของชีวิตเขาเลยทีเดียว ซึ่งนับว่า คิมยูชิน ผู้ได้ชื่อว่าเป็นกำลังหลักในการรวบรวมสามอาณาจักร ผู้ที่แม้แต่ฟากฟ้ายังคอยช่วยเหลือเขาได้เสร็จสิ้นภารกิจ และในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 673 คิมยูชิน จอมพลแห่งอาณาจักรซิลลา เสียชีวิตลงอย่างสงบที่บ้านของเขานั่นเองเป็นการปิดฉากชีวิตที่งดงาม ด้วยวัย 78 ปี และเพื่อตอบแทนความภักดีของเขาพระเจ้ามุนมูได้มีพระบรมราชนุญาติให้เขาได้รับเกียรติสูงสุดอีกครั้งคือให้ฝังร่างของเขาไว้ที่เชิงเขา Songhwaซึ่งเป็นสถานที่ที่อยู่ใกล้สุสานราชวงศ์

พระนางช็อนด็อก

  พระนางช็อนด็อกแห่งชิลลาเป็นสมเด็จพระราชินีนาถผู้ปกครองรัชกาลที่ 27 แห่งอาณาจักรชิลลา หนึ่งในสามอาณาจักรของเกาหลี รัชสมัยของพระองค์เป็นช่วยเวลาแห่งความรุ่งเรืองสมัยหนึ่งของอาณาจักรชิลลาชีวประวัติของพระนางซ็อนด็อกมีแหล่งที่มาจากหนังสือ ซัมกุกซากี และ ซัมกุกยูซา ซึ่งถูกแต่งขึ้นในสมัยราชวงศ์โครยอทั้งสองเล่ม พระราชินีซ็อนด็อกเดิมพระนามว่าเจ้าหญิงท็อกมาน ไม่ทราบปีที่ประสูติ เป็นพระราชธิดาพระองค์แรกของพระเจ้าชินพย็องแห่งชิลลากับพระนางมายาตระกูลคิมในหนังสือซัมกุกซากีกล่าวว่าเจ้าหญิงท็อกมานทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์แรก แต่ในซัมกุกยูซากล่าวว่าเป็นพระองค์ที่สอง เจ้าหญิงท็อกมานมีพระขนิษฐาร่วมพระมารดาได้แก่ เจ้าหญิงช็อนมย็อง เป็นพระราชมารดาของพระเจ้ามูยอลแห่งชิลลา และเจ้าหญิงซอนฮวา อภิเษกกับพระเจ้ามูแห่งอาณาจักรแพกเจและเป็นพระราชมารดาของพระเจ้าอึยจาแห่งอาณาจักรแพกเจเจ้าหญิงท็อกมานแม้จะทรงเป็นสตรีแต่ได้แสดงพระปรีชาสามารถจนเป็นที่ประจักษ์แก่ราชสำนักชิลลา ตามกฏมณเฑียรบาลของอาณาจักรชิลลาผู้ที่สืบทอดราชบัลลังก์จะต้องมีสายพระโลหิตที่บริสุทธิ์ คือสืบเชื้อสายจากพระราชวงศ์ทั้งฝั่งพระบิดาและพระมารดา เรียกว่า ชนชั้นซองโกลหรือ กระดูกศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากพระเจ้าชินพย็องมีแต่พระธิดาไม่มีพระโอรส เจ้าชายชิลลาที่เหลืออยู่นั้นล้วนแล้วแต่เป็นชนชั้นชินโกลหรือ กระดูกแท้ ซึ่งมีการสืบเชื้อสายไม่ได้มาจากพระราชวงศ์ชิลลาเพียงอย่างเดียว พระเจ้าชินพย็องจึงทรงแต่งตั้งเจ้าหญิงท็อกมานในฐานะที่เป็นพระธิดาซองโกลองค์โตสุด ให้เป็นเจ้าหญิงรัชทายาทสืบทอดราชบัลลังก์ชิลลา เนื่องจากเจ้าหญิงท็อกมานทรงเพียบพร้อมทั้งพระชาติกำเนิดและพระปรีชาสามารถ สตรีในอาณาจักรชิลลานั้นมีบทบาทและอำนาจทัดเทียมกับบุรุษ เนื่องจากยังไม่ได้รับอิทธิพลของลัทธิขงจื๊อเฉกเช่นในสมัยราชวงศ์โชซอนในปี ค.ศ. 634 พระเจ้าชินพย็องสวรรคต เจ้าหญิงท็อกมานได้ขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระราชินีนาถช็อนด็อก เป็นสมเด็จพระราชินีนาถพระองค์แรกในทั้งหมดสามพระองค์ของอาณาจักรชิลลาอีกสองพระองค์คือ พระนางชินด็อกแห่งชิลลาและพระนางชินซ็องแห่งชิลลารัชสมัยของพระราชินีซ็อนด็อกเป็นช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองทางศิลปวัฒนธรรมของอาณาจักรชิลลา โดยเฉพาะทางด้านศาสนาพุทธนิกายมหายาน ในรัชสมัยของพระนางพระพุทธศาสนาได้เข้ามาประดิษฐานในอาณาจักรชิลลาอย่างแท้จริง โดยพระภิกษุชาจัง ผู้เดินทางไปยังเมืองฉางอันของราชวงศ์ถังเพื่อเก็บเกี่ยวศึกษาพระพุทธศาสนาและนำกลับมาเผยแพร่ เป็นผู้ให้กำเนิดคณะสงฆ์กลุ่มแรกของอาณาจักรชิลลาและผลักดันให้มีการสร้างวัดขึ้นหลายแห่ง นอกจากนี้ในรัชสมัยของพระนางยังมีการสร้างหอดูดาวช็อมซ็องแด อันเป็นหอดูดาวที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเท่าที่หลงเหลืออยู่